โอนรถมือสอง 2569 ทีละขั้นตอน ค่าโอนเท่าไร ใช้เอกสารอะไร

โอนรถมือสอง 2569 ทีละขั้นตอน ค่าโอนเท่าไร ใช้เอกสารอะไร

คำตอบเร็ว: ค่าโอนรถมือสองประกอบด้วย ค่าธรรมเนียมโอน 100 บาท + ค่าคำขอ 5 บาท + ค่าตรวจสภาพรถที่ขนส่ง 50 บาท + อากรแสตมป์ 0.5% ของราคาประเมินรถ (คิดง่าย ๆ 500 บาทต่อราคาประเมินทุก 100,000 บาท) รถประเมิน 300,000 บาทจึงมีค่าโอนรวมราว 1,655 บาท ทำที่สำนักงานขนส่งที่รถจดทะเบียน จบได้ใน 1 วันถ้าเอกสารครบ

ขั้นที่ 1: เตรียมเอกสารของทั้งสองฝ่าย

เอกสารผู้ขายผู้ซื้อ
เล่มทะเบียนรถตัวจริง
สำเนาบัตรประชาชน + ลายเซ็น
สัญญาซื้อขาย/หลักฐานการซื้อขาย
แบบคำขอโอนและรับโอน (กรอกที่ขนส่งได้)
หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามาไม่ได้)✓/✗✓/✗

กรณี "โอนลอย" (ผู้ขายเซ็นเอกสารให้ครบแล้วไม่ต้องไปด้วย) ผู้ซื้อไปดำเนินการคนเดียวได้ แต่ควรรีบโอนภายใน 15 วันหลังซื้อขาย

ขั้นที่ 2: นำรถเข้าตรวจสภาพที่สำนักงานขนส่ง

การโอนต้องนำรถไปตรวจสอบตัวถังและเลขเครื่องที่งานตรวจสภาพของสำนักงานขนส่ง (ค่าธรรมเนียม 50 บาท) เจ้าหน้าที่จะขูดเลขตัวถังเทียบกับเล่มทะเบียน ข้อนี้ต่างจากการต่อภาษีประจำปีที่ใช้ ตรอ. เอกชนได้ — แต่ถ้ารถคุณใกล้ครบรอบต่อภาษีพอดี เช็กศูนย์ ตรอ. ใกล้บ้านไว้ด้วยที่ tro-th.netlify.app

ขั้นที่ 3: ยื่นเรื่องที่งานทะเบียน

ยื่นชุดเอกสาร + ผลตรวจสภาพที่ช่องงานทะเบียนรถ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและประเมินราคารถเพื่อคิดอากรแสตมป์

ขั้นที่ 4: ชำระค่าธรรมเนียม

รายการค่าใช้จ่าย
ค่าคำขอ5 บาท
ค่าธรรมเนียมการโอน100 บาท
ค่าตรวจสภาพรถ50 บาท
อากรแสตมป์0.5% ของราคาประเมิน (500 บาท/แสน)
ค่าเปลี่ยนป้ายทะเบียน (ถ้าต้องการ/ย้ายจังหวัด)200 บาท

ขั้นที่ 5: รอรับเล่มทะเบียนชื่อใหม่

ถ้ายื่นเช้าและคิวไม่แน่น มักได้เล่มภายในวันเดียว บางสำนักงานนัดรับหรือส่งไปรษณีย์ภายใน 2-5 วันทำการ

สิ่งที่ต้องเช็กก่อนจ่ายเงินซื้อรถ

  1. ภาษีขาดหรือไม่ — รถที่ขาดต่อภาษีมีเงินเพิ่มค้างอยู่ ผู้ซื้อต้องจ่ายแทน (วิธีเช็กและอัตราค่าปรับ)
  2. ทะเบียนถูกระงับหรือยัง — รถขาดภาษีเกิน 3 ปีทะเบียนระงับ ต้องจดทะเบียนใหม่ซึ่งยุ่งและแพงกว่ามาก
  3. ติดไฟแนนซ์หรือไม่ — เล่มทะเบียนต้องเป็นชื่อผู้ขายหรือมีเอกสารปิดบัญชีครบ

โอนเสร็จแล้วอย่าลืมวางแผนต่อภาษีรอบถัดไป ดูอัตราภาษีของรถคุณและเอกสารที่ต้องใช้ ส่วนการโอนให้พ่อแม่ลูกหรือรับมรดก มีขั้นตอนต่างออกไปเล็กน้อย อ่าน โอนรถให้ญาติ/มรดก

โอนแบบไหนเหมาะกับคุณ: โอนตรง vs โอนลอย

โอนตรง คือผู้ซื้อ-ผู้ขายไปสำนักงานขนส่งพร้อมกัน ปลอดภัยที่สุดเพราะกรรมสิทธิ์เปลี่ยนมือทันทีต่อหน้าเจ้าหน้าที่ เหมาะกับการซื้อขายระหว่างบุคคลที่ไม่รู้จักกัน

โอนลอย คือผู้ขายเซ็นชุดโอน + มอบอำนาจให้ครบ แล้วผู้ซื้อไปเดินเรื่องเอง สะดวกแต่มีช่องเสี่ยงทั้งสองฝ่าย: ฝั่งผู้ขายถ้าผู้ซื้อไม่ยอมไปโอน ใบสั่งและคดีของรถยังวิ่งมาหาชื่อเรา ฝั่งผู้ซื้อถ้าเอกสารไม่ครบหรือลายเซ็นไม่ตรง เรื่องจะค้างกลางทาง ทางป้องกัน: ทำสัญญาซื้อขายระบุวันส่งมอบ ถ่ายบัตร-เซ็นกำกับครบ และรีบโอนภายใน 15 วัน

โอนข้ามจังหวัด ทำที่ปลายทางได้เลย

ปัจจุบันยื่น "โอนพร้อมย้ายปลายทาง" ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดผู้ซื้อได้ในเที่ยวเดียว ไม่ต้องกลับไปจังหวัดต้นทาง รถจะได้ป้ายจังหวัดใหม่ (ค่าป้าย 200 บาท) ใช้เวลารอป้ายประมาณ 5-10 วันทำการ ระหว่างนั้นใช้ใบเสร็จแทน

ระวังจุดนี้ก่อนเซ็นรับโอน

ตรวจใบสั่งค้างชำระของรถผ่านระบบ ptm.police.go.th เพราะค่าปรับจราจรค้างอาจโผล่ตอนต่อภาษีปีถัดไป และดูวันครบกำหนดภาษีในเล่ม — ถ้าใกล้ครบให้ตกลงกันว่าใครจ่ายรอบนี้ จะได้ไม่กลายเป็นข้อพิพาทหลังส่งมอบรถ


อัปเดตล่าสุด: 19 กรกฎาคม 2569 | อ้างอิง: กรมการขนส่งทางบก dlt.go.th

คำถามที่พบบ่อย

โอนรถข้ามจังหวัดทำได้ไหม ต้องกลับไปจังหวัดที่จดทะเบียนหรือเปล่า

ทำได้โดยยื่น "โอนพร้อมย้าย" ที่สำนักงานขนส่งปลายทางได้เลย ไม่ต้องกลับจังหวัดเดิม รถจะได้ป้ายทะเบียนจังหวัดใหม่ มีค่าแผ่นป้ายเพิ่ม 200 บาท

ซื้อรถแบบโอนลอยมา เสี่ยงอะไรบ้าง

ถ้ายังไม่รีบไปโอน ชื่อในระบบยังเป็นผู้ขาย — ใบสั่ง ค่าปรับ และคดีของรถจะวิ่งไปหาเจ้าของเดิม ขณะที่ผู้ซื้อขายต่อหรือต่อภาษีลำบากขึ้นเรื่อย ๆ ควรโอนให้จบภายใน 15 วันหลังรับรถ

รถที่ภาษีขาดอยู่ โอนได้ไหม

ขาดไม่เกิน 3 ปียังโอนได้ แต่ต้องชำระภาษีค้างพร้อมเงินเพิ่ม 1% ต่อเดือนให้เรียบร้อย (มักให้จัดการก่อนหรือพร้อมวันโอน) ถ้าขาดเกิน 3 ปีทะเบียนถูกระงับ ต้องจดทะเบียนใหม่ก่อนจึงจะซื้อขายเปลี่ยนมือได้ตามปกติ